...........................................................................................................................................................
                           
                                      { ชาดก เรื่อง พระสุรัพภะกุมาร }
                            
                                         ( คัดมาเฉพาะเนื้อหาส่วนหนึ่ง )


เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าได้เกิดเป็นพระโพธิสัตว์ มีพระนามว่า สุรัพภะกุมาร ได้ทรงบรรพชาเป็นฤาษีเจริญญานบำเพ็ญบารมีอยู่ที่ป่าหิมพานต์


วันหนึ่งพวกพรานแห ๕๐๐ คน(เป็นสำนวนว่ามีมากมาย เหมือนคำว่าร้อยแปดพันเก้าหรือร้อยพ่อพันแม่นั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะมีจำนวนไม่ถึง ๕๐๐ พอดีหรือมากกว่านั้นก็ได้) ในบ้านใกล้ป่าหิมพานต์พากันไปทอดแหได้ปูทองใหญ่ตัวหนึ่งขึ้นมา จึงว่าปูทองเช่นนี้พวกเราไม่เคยเห็นเลย
 
ขณะนั้นก็มีคนไถนาคนหนึ่งมาขอซื้อเอาปูทองไป แล้วนำไปปล่อยไว้ในสระของตน เวลาจะไปไถนาก็พาปูทองไปด้วย เมื่อไปถึงแล้วก็ปล่อยปูทองไว้จึงไปไถนา ปูทองก็ไปเที่ยวหาอาหารตามธรรมชาติของตน
 
เวลานั้นมีกาตัวหนึ่งมาพบปูทองเข้า จึงขยับเข้าไปใกล้เพื่อจะจิกปูทอง ปูทองจึงอ้าก้ามทั้ง ๒ ป้องกันไว้ คนไถนานั้นได้แลเห็น จึงคว้าไม้ค้อน ขว้างไล่กาให้หนีไป แล้วจับปูทองไปปล่อยไว้ในที่ใกล้ตัว แล้วสอนว่าลูกอย่าไปเที่ยวไกล ลูกจะเป็นอาหารของกา ปูทองตอบว่า ถ้าลูกรู้ว่ากามา กาก็ไม่อาจทำอันตรายได้ ว่าแล้วก็คลานลงน้ำไป
 
มีกาอีกตัวหนึ่งบินมาเห็นด้วยคิดจะจิกปูทอง ปูทองยกก้ามขึ้นข้างหนึ่งเจ้าจักทำอะไร กาตอบว่า หลานเอ๋ย เราเห็นว่าเจ้าอยู่ในที่นี้จักมีภัย คนไถนามาพบเจ้าเข้าก็จะฆ่าเจ้าเสีย เราจักพาเจ้าไปป่าหิมพานต์ให้เป็นสุข
 
ปูทองจึงว่าถ้อยคำของเจ้านั้นไม่ถูก คนไถนานั้นเป็นเหมือนพ่อเรา เขาจะฆ่าเราทำไม เจ้าอย่าหลอกลวงเราเลย กาจึงว่า หลานเอ๋ย เราจะไม่เป็นพาลเหมือนผู้อื่น เจ้าอยู่ในที่นี้ไม่สบาย เราจะพาเจ้าไปอยู่ในสระใหญ่ๆ เจ้าอย่ากลัวเลย
 
ปูทองจึงว่า ถ้าเจ้าพูดจริงเราก็จะไปป่าหิมพานต์กับเจ้า แต่เราขอถามปัญหาเจ้าสัก ๒๐ ข้อก่อน กาจึงว่า มนุษย์มีปัญญาแก้ปัญหาได้ฉันใดเราก็มีปัญญาแก้ปัญหาได้ฉันนั้น จงถามมา ปูทองจึงว่า จงรออยู่ที่นี่ก่อนเราไปบอกพ่อก่อน
 
แล้วก็กลับไปหาคนไถนา เล่าเรื่องให้ฟัง คนไถนาจึงว่า ถ้ากาแก้ปัญหาของเจ้าได้ เจ้าก็จงไปตามใจ แต่ขอให้มีโชคชัย ปราศจากภัยอันตรายทั้งปวงเถิด กล่าวดังนี้แล้วก็ไถนาไป
 
เมื่อปูทองจะถามปัญหาต่อกา จึงถามขึ้นว่า นี่แน่ะกา
 
*ปัญหาข้อที่ ๑ ของเรามีว่า อะไรเป็นทุกข์ยิ่งในโลก กาตอบว่า นกตัวใดมีปีกหัก เท้าด้วน นกตัวนั้นเป็นทุกอย่างยิ่ง อันนี้แหละเป็นทุกข์ยิ่งในโลก ปูทองตอบว่า เจ้าตอบไม่ถูก
 
*แล้วถามข้อที่ ๒ ต่อไปว่า นี้แน่ะกา เราขอถามข้อที่ ๒ ว่า สิ่งใดเป็นสุขยิ่งในโลก กาตอบว่า การได้กินอิ่มนั่นแหละเป็นสุขยิ่งในโลก ถ้ามนุษย์คนใดได้กินอาหารดีๆ มีโอชารส มนุษย์คนนั้นก็มีความสุขอย่างยิ่ง ปูทองจึงว่า ไม่ถูก เจ้าไม่รู้จักแก้ปัญหาข้อนี้
 
*เราจักถามข้อที่ ๓ ต่อไปว่า นี่แน่ะกา อะไรเป็นความอยากอย่างยิ่งกินสิ่งใดแล้วกินอีกก็ยังไม่หายอยาก กาแก้ว่า ผู้ใดมีอาหารขาดแคลนลง เที่ยวหาอาหารอยู่ก็ไม่ได้อาหารกิน ได้แต่เห็นผู้อื่นกินอยู่ ก็มีความอยากอย่างยิ่ง ความหิวข้าวหิวน้ำนี่แหละ เป็นความอยากอย่างยิ่ง ปูทองจึงว่า เจ้าแก้ไม่ถูก เจ้ารู้จักแต่ความโลภเท่านั้น
 
*เราจักถามเจ้าในข้อที่ ๔ ต่อไป คือ ที่งามๆในโลกนี้มีอยู่มาก ก็แต่ว่าสีใดเป็นสีงามยิ่งในโลก กาจึงว่า สีตะวันอันตั้งขึ้นมาในตอนเช้านั่นแหละเป็นสีงามยิ่ง ปูทองจึงว่า เจ้าแก้อย่างนี้ไม่ถูก เราจะถามข้อที่๕ ต่อไป
 
*ปูทองได้ถามข้อที่ ๕ ว่า คนชนิดไรมีสีกายทรวดทรงเลวทรามกว่าคนอื่นๆในโลก กาแก้ว่า ผู้ใดอดข้าวปลาอาหาร ผู้นั้นก็มีสีกายเหี่ยวแห้งไปการที่มีสีกายเหี่ยวแห้งไปนั่นแหละ เรียกว่ามีสีกายทรวดทรงเลวทรามยิ่งกว่าผู้อื่นในโลก ปูทองจึงว่าเจ้าแก้ไม่ถูก
 
*เราขอถามข้อที่ ๖ ต่อไปว่า สิ่งใดใหญ่ยิ่งในโลก กาตอบว่า ภูเขานั่นแหละเป็นของใหญ่ยิ่งในโลก ไม่มีสิ่งอื่นใหญ่กว่าภูเขา ปูทองจึงว่าเจ้าแก้ไม่ถูก
 
*เราจะถามข้อที่ ๗ ต่อไปว่า สิ่งใดสูงกว่าสิ่งอื่นในโลก กาแก้ว่า อากาศได้ชื่อว่าสูงกว่าสิ่งอื่นในโลก สิ่งที่สูงกว่าอากาศไม่มี ปูทองว่าเจ้าแก้ไม่ถูก
 
*เราจะถามข้อที่ ๘ ต่อไป สิ่งใดร้อนยิ่งในโลก กาแก้ว่า ไฟร้อนยิ่งในโลก ปูทองว่า เจ้าแก้ไม่ถูก
 
*เราจะถามข้อที่ ๙ ต่อไปว่า สิ่งใดเย็นยิ่งกว่าอย่างอื่นในโลก กาแก้ว่าความเย็นอันเกิดจากลมพัดเป็นต้น ก็สู้ความเย็นอันเกิดจากน้ำไม่ได้ความเย็นแห่งน้ำนี่แหละ เป็นของเย็นยิ่งในโลก ปูทองว่า เจ้าแก้ไม่ถูกเจ้าโง่นัก
 
*เราจักถามข้อที่ ๑๐ ต่อไปว่า สิ่งใดเป็นของละเอียดยิ่งในโลก ไม่มีสิ่งอื่นเสมอเหมือน กาแก้ว่าลม ปูทองว่าเจ้าแก้ไม่ถูก เราก็ไม่ไปกับเจ้าเจ้าดีแต่จะหลอกลวงเท่านั้น กาจึงว่า ถามข้ออื่นต่อไปอีกที เราจักแก้ให้ถูก
 
*ปูทองจึงถามข้อที่ ๑๑ ว่า ความมืดอะไรเป็นความมืดอย่างยิ่งในโลกกาแก้ว่า ความมืดกลางคืนข้างแรม เป็นความมืดอย่างยิ่ง ปูทองจึงว่าเจ้าแก้ไม่ถูก
 
*แล้วถามในข้อที่ ๑๒ ต่อไปว่า สิ่งใดมีแสงสว่างยิ่งในโลก กาแก้ว่า แสงตะวันในเวลากลางวัน แสงเดือนในเวลากลางคืน นั่นแหละสว่างยิ่งในโลก ปูทองจึงว่า เจ้าแก้ไม่ถูก
 
*แล้วถามข้อ ๑๓ ต่อไปว่า สิ่งใดมีกลิ่นหอมยิ่งในโลก กาแก้ว่า กลิ่นแห่งปลาและเนื้อที่เขากำลังปิ้งอยู่นั่นแหละ เป็นกลิ่นหอมอย่างยิ่ง ปูทองจึงว่า เจ้าแก้ไม่ถูก
 
*แล้วถามปัญหาข้อที่ ๑๔ ต่อไปว่า สิ่งใดที่เหม็นยิ่งในโลก กาแก้ว่าคนตายหรือสัตว์ที่ตายแล้ว เหม็นยิ่งในโลก ปูทองจึงว่าเจ้าแก้ไม่ถูก
 
*แล้วถามปัญหาข้อที่ ๑๕ ต่อไปว่า กำลังอะไรเป็นกำลังยิ่งในโลกกาแก้ว่า กำลังพระนารายณ์เป็นกำลังยิ่งในโลก ปูทองจึงว่า เจ้าแก้ไม่ถูก
 
*แล้วถามข้อที่ ๑๖ ต่อไปว่า สิ่งใดเรียกว่าไกลยิ่งในโลก กาแก้ว่า จักรวาลเป็นของไกลยิ่งในโลก เพราะสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า กับสัตว์มีปีกพากันไปให้ถึงนั่นได้ยากนัก ปูทองจึงว่า เจ้าแก้ไม่ถูก
 
*แล้วถามข้อที่ ๑๗ ต่อไปว่า อะไรเป็นของเร็วไวอย่างยิ่งในโลก กาแก้ว่า ลม๑ กำลังม้าสินธพ๑ ทั้ง ๒ นี่แหละ เป็นของเร็วของไวในโลกปูทองจึงว่า เจ้าแก้ไม่ถูก
 
*แล้วถามข้อที่ ๑๘ ต่อไปว่า อะไรเป็นของประเสริฐยิ่งในโลก กาแก้ว่าพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลายนั่นแหละ ประเสริฐยิ่งในโลกปูทองจึงว่า เจ้าแก้ไม่ถูก
 
*แล้วถามข้อที่ ๑๙ ต่อไปว่า สิ่งใดเป็นแก่นยิ่งกว่าแก่นในโลก กาแก้ว่าดินกับหินอันไม่รู้จักแตกสลายไปด้วยแดดด้วยลมนั่นแหละ เรียกว่าเป็นแก่นยิ่งในโลก ปูทองว่า เจ้าแก้ไม่ถูก
 
*แล้วถามข้อที่ ๒๐ ต่อไปว่า รสอันใดเป็นรสอร่อยยิ่งกว่ารสทั้งปวง กาแก้ว่า รสข้าวสาลีอันเจือด้วยเนื้อและปลานั่นแหละอร่อยยิ่ง ปูทองว่า เจ้าแก้ไม่ถูก เราจักไม่ไปกับเจ้า
 
กาจึงว่าเพื่อนของเราอาจแก้ปัญหาของเจ้าได้ เจ้าไปกับเราเถิดเพื่อนของเราจักได้แก้ให้ฟัง ปูทองจึงว่า ถ้าเจ้าพูดจริงเราจะไปกับเจ้า
 
กาก็นึกดีใจว่า ปูทองตัวนี้หลงเชื่อเราแล้ว เราก็พาไปหาสหายก่อนให้ถามปัญหาแล้วจึงจะพาไปสระใหญ่ แล้วเอาขึ้นจากสระใหญ่จิกกินเสียให้ได้
 
ปูทองจึงเตือนขึ้นว่า ถ้าอย่างนั้นเราพากันไปเถอะ กาจึงว่า เพื่อนของเรามีอยู่ ๗ ปูทองจึงถามว่าคือใครบ้าง กาจึงว่า คือ กระต่าย๑พรานป่า๑ นกยูง๑ วานร๑ เสือโคร่ง๑ กินนร๑ เทวดา๑
 
ปูทองจึงว่า ถ้าให้เราหนีบคอของเจ้าด้วยก้ามทั้ง ๒ เราจึงจะไปกับเจ้ากาก็ดีใจก้มลงให้ปูทองหนีบแล้วพาบินไปหากระต่าย พรานป่า นกยูงวานร เสือโคร่ง กินนร เทวดา แล้วปูทองก็ถามปัญหาเป็นลำดับไป พวกนั้นก็แก้ไม่ได้ สหายทั้ง ๗ ของกานั้น จึงพาไปถามพญาแร้ง พญาแร้งก็แก้ไม่ถูก
 
ปูทองจึงถามว่า ท่านเห็นบรรชิตผู้มีปัญญาอยู่ที่ไหนบ้าง พญาแร้งจึงว่าเห็นมีแต่พระราชโอรสของพระเจ้าโสไรยะ มีพระนามว่า สุรัพภะกุมารผู้เป็นดาบสอยู่ในป่าหิมพานต์เท่านั้นแหละ เป็นผู้มีปัญญาเลิศ ปูทองก็ให้กากับพวกสหายไปหาดาบสนั้น
 
เมื่อดาบสนั้นได้เห็นพวกเหล่านั้นมาพร้อมกันจึงคิดว่า เมื่อก่อนสัตว์เหล่านี้เป็นศัตรูกัน บัดนี้มาเป็นมิตรกลมเกลียวกัน คงจักมีเหตุผลอันใดอันหนี่งเป็นแน่ คิดแล้วจึงถามว่า เจ้าทั้ง ๘ พากันมาถึงอาศรมของเราด้วยสิ่งอันใด หรือว่าทะเลาะวิวาทกันจึงพากันมาที่นี่ สัตว์เหล่านั้นก็เล่าเรื่องให้ฟัง
 
ดาบสนั้นจึงให้ปูทองว่าปัญหาและคำแก้ปัญหาทั้ง ๒๐ ข้อนั้นให้ฟังแล้วจึงว่าคำแก้ปัญหาเหล่านั้นไม่ถูก เราจะแก้ให้ฟังคือ
 
*ข้อที่ ๑ สิ่งใดเป็นทุกข์ยิ่งในโลกนั้น เราขอแก้ให้ฟังว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากของรัก ความพบปะกับของที่ไม่รัก แต่ละอย่างๆเป็นทุกข์ยิ่งทั้งนั้น ความทุกข์ในอบายทั้ง ๔ คือ ทุกข์ใน นรก เปรต อสูรกาย สัตว์ดิรัจฉาน ก็เป็นทุกข์ยิ่งแต่ละอย่างๆ
 
*ข้อที่ ๒ ที่ว่าสิ่งใดเป็นสุขยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า พระนิพพานเท่านั้นแหละเป็นสุขยิ่งในโลก เพราะพระนิพพานไม่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของมีความสุข คงที่เป็นนิจไป ทางที่จะให้ไปถึงพระนิพพาน ก็ได้แก่ทางประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ มีความเห็นถูกเป็นต้น
 
*ข้อที่ ๓ ว่า อะไรเป็นความอยากอย่างยิ่งนั้น เราขอบอกว่า ความอยากได้กามารมณ์ของคนพาลก็ชื่อว่าเป็นความอยากอย่างยิ่ง ความอยากละบาปทำบุญของคนดี ก็ชื่อว่าเป็นความอยากอย่างยิ่ง
 
*ข้อที่ ๔ ว่า สีอันใดงามยิ่งกว่าสีทั้งปวงนั้น เราขอบอกว่า สีของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า นั่นแหละ เป็นสีงามยิ่งและสีของปัญญาก็เป็นสีงามยิ่ง
 
*ข้อที่ ๕ ว่า สีอันใดชื่อว่า เลวทรามกว่าสีทั้งปวงนั้น เราขอบอกว่าสีกิเลสบาปอกุศลทั้งปวงนั่นแหละ เป็นสีที่เลวทรามกว่าสีทั้งปวง
 
*ข้อที่ ๖ ว่า สิ่งใดใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวงนั้น เราขอบอกว่า ใจของสัตว์ทั้งหลายนั่นแหละ ชื่อว่าใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวง เพราะสิ่งทั้งปวง คือความดี ความชั่ว ทั้งสิ้น เกิดขึ้นด้วยใจทั้งนั้น ความโลภเป็นเหมือนเถาวัลย์ เมื่อความโลภเกิดขึ้นในใจของผู้ใดแล้ว ความชั่วช้าอย่างอื่นก็เกิดขึ้น มหาสมุทรที่นับว่ากว้างลึก ก็ยังไม่กว้างไม่ลึกเท่ากิเลส มีความโลภเป็นต้น กิเลสเหล่านั้นก็เกิดขึ้นได้ด้วยใจทั้งนั้น จึงว่าใจใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวง
 
*ข้อที่ ๗ ว่า สิ่งใดสูงยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า โลกมนุษย์สูงกว่าโลกอบาย แต่ต่ำกว่าโลกเทวดา โลกเทวดาก็ต่ำกว่าโลกพรหม โลกพรหมก็ยังสูงขึ้นไปกว่ากันเป็นชั้นๆ แต่สิ่งที่สูงยิ่งนั้นได้แก่ พระนิพพาน
 
*ข้อที่ ๘ ว่า สิ่งใดชื่อว่าร้อนยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า ไฟมนุษย์ไฟนรก ก็เป็นของร้อนทั้งนั้น แต่ว่าไฟกิเลส คือ ไฟราคะ โทสะ โมหะนั่นแหละ ร้อนยิ่งกว่าไฟทั้งปวง
 
*ข้อที่ ๙ ว่า สิ่งใดเย็นอย่างยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า พระธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้นแหละ เป็นของเย็นในโลก เมื่อผู้ใดได้ดื่มธรรมของพระพุทธเจ้าเข้าไว้ในใจแล้ว ผู้นั้นก็มีใจเย็นอยู่เสมอไป
 
*ข้อที่ ๑๐ ว่า สิ่งใดละเอียดยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า พระธรรมของพระพุทธเจ้าอันว่าด้วย มรรค ผล นิพพาน นั่นแหละเป็นของละเอียดยิ่งในโลก
 
*ข้อที่ ๑๑ ว่า สิ่งใดมืดอย่างยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า โมหะอวิชากิเลสตัณหาทั้งปวงนั่นแหละ เป็นของมืดอย่างยิ่งในโลก
 
*ข้อที่ ๑๒ ว่า อะไรสว่างยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า พระธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นของสว่างยิ่งในโลก
 
*ข้อที่ ๑๓ ว่า อะไรหอมยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า กลิ่นศีลธรรมอันดีเท่านั้นแหละ หอมยิ่งในโลก
 
*ข้อที่ ๑๔ ว่า สิ่งใดเหม็นยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า บาปอกุศลทุจริตทั้งปวงนั้นแหละ เหม็นยิ่งในโลก
 
*ข้อที่ ๑๕ ว่า อะไรมีกำลังยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า ความตายนั่นแหละมีกำลังยิ่งในโลก เพราะไม่มีผู้ใดจะสู้ได้ เทวดา อินทร์ พรหม ก็ต้องตายทั้งนั้น
 
*ข้อที่ ๑๖ ว่า สิ่งใดไกลยิ่งในโลกนั้น เราขอบอกว่า พระนิพพานเท่านั้นแหละ เป็นของไกลยิ่งในโลก เพราะไปให้ถึงได้ยากนักหนา ต้องสร้างบารมีมานับชาติไม่ถ้วนจึงจะไปถึง
 
*ข้อที่ ๑๗ ว่า สิ่งใดเร็วไวยิ่งกว่าสิ่งอื่นนั้น เราขอบอกว่า จิตใจนั่นแหละเร็วไวยิ่งกว่าสิ่งอื่น
 
*ข้อที่ ๑๘ ว่า สิ่งใดประเสริฐกว่าสิ่งอื่นนั้น เราขอบอกว่า อริยทรัพย์ อริยธรรม ของพระอริยเจ้านั่นแหละประเสริฐยิ่งในโลก
 
*ข้อที่ ๑๙ ว่า สิ่งใดชื่อว่าเป็นแก่นยิ่งกว่าแก่นทั้งปวงนั้น เราขอบอกว่าธรรม ๕ ประการ คือ ศรัทธา ศีล การสดับฟัง การบริจาคทาน การเจริญภาวนา นั่นแหละ เป็นแก่นยิ่งกว่าแก่นทั้งปวง เพราะไม่แตกหักไปด้วยสิ่งใดๆ มีแต่จะให้เกิดประโยชน์สุขแก่ผู้กระทำเสมอไป
 
*ข้อที่ ๒๐ ว่า รสอะไรเป็นรสอร่อยยิ่งนั้น เราขอบอกว่า รสพระธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นรสอร่อยยิ่ง เพราะทำให้ผู้ได้ดื่มแล้วพ้นจากทุกข์ในอบายภูมิทั้ง ๔ ( นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน )ให้ได้รับสุขในสุคติภูมิ ๒ ( เทวดา พรหม ) เมื่อได้ดื่มรสพระธรรมชั้นอริยมรรคแล้ว ก็ได้ไปเสวยสุขในเมืองแก้วอันกล่าวแล้วคือพระนิพพาน
 
เมื่อพระสุรัพภะโพธิสัตว์วิสัชนาปัญหา ๒๐ ข้อ นั้นจบลงแล้ว เทวดาทั้งหลายในป่าหิมพานต์ก็เปล่งเสียงสาธุการสนั่นหวั่นไหว พระสุรัพภะโพธิสัตว์จึงให้สัตว์เหล่านั้นรับศีล ๕ แล้วปูทองก็ให้กาพาบินไปส่งชาวนา แล้วกาจึงบินกลับไป
 
มาชาติสุดท้าย ปูทองนั้นก็ได้เกิดมาเป็นพระราหุล กานั้นเกิดมาเป็นพระกาฬุทายี นายพรานเกิดมาเป็นจันทเถรเจ้า เสือโคร่งเกิดมาเป็นพระองคุลิมาล รุกขเทวดาเกิดมาเป็นนางเขมา นกยูงเกิดมาเป็นพระมหากัจจายนะ วานรเกิดมาเป็นพระโลลุทายี กินนรเกิดมาเป็นพระกัสสปะ พญาแร้งเกิดมาเป็นพระยาโมคคัลลาน์ พระสุรัพภะกุมารเกิดมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 
                                     เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้แล ฯ


Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากจ้า  คาสิโน

#3 By britrocker1234 on 2016-01-20 10:08

ผมต้องพิมพ์ออกมาอ่านครับ

เพราะหนักสมองกับแนวนี้พอสมควร

เนื่องด้วย ความรู้นอย ด้อยปัญญา sad smile

#2 By kae on 2011-04-05 12:34

สาธุ

ขอบคุณค่ะ

แล้วจะมาตามอ่าน

อย่างน้อยนรินก็ได้อ่านวันละเล็ก ละน้อย เก็บเกี่ยวจากหลาย ๆ บล็อก เช่นเคย

big smile big smile big smile

#1 By nrintip(whitepingeon) on 2011-04-05 12:32