...........................................................................................................................................................

                                              { ชาดก เรื่อง พระเทวันธกุมาร }
                                           
                                       ( คัดมาเฉพาะเนื้อหาส่วนหนึ่ง )

พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นหลังม้า บอกสัญญาณแก่ม้า ม้าก็พาเหาะไปในอากาศ จนบรรลุถึงสระน้ำนั้น แล้วก็เสด็จลงไปในสระ ในเวลานั้นพวกยักษ์กุมภันฑ์ไม่อยู่ พากันไปหาอาหารยังไม่กลับ พระโพธิสัตว์ทรงเก็บเง่าบัวและเสวยกระจับ แล้วเลือกเก็บดอกบัวอยู่ ขณะนั้นพวกยักษ์ ๔ ตนก็กลับมาถึงสระ จึงพากันจับม้าและพระโพธิสัตว์ไว้ ยักษ์ตนหนึ่งจึงพูดว่า เจ้ามาลักเง่าบัวและกระจับของเรากิน เราจะกินเจ้าเป็นอาหาร

ยักษ์ตนหนึ่งจึงร้องห้ามไว้ว่า อย่าเพิ่ง ก่อนกินควรเราจักถามเขาดูว่าเขารู้จักธรรมและอธรรมหรือไม่ ถ้าว่ามาณพนั้นเขารู้จักธรรม เราก็ไม่ควรกินเขา ยักษ์ตนหนึ่งจึงถามพระโพธิสัตว์ว่า
ดูก่อนมาณพ ท่านรู้จักธรรมและอธรรมหรือไม่ พระโพธิสัตว์ตอบว่าเรารู้จักซึ่งธรรมและอธรรม ยักษ์จึงว่า ถ้าท่านรู้จักธรรมและอธรรมก็จงว่าให้เราฟังในบัดนี้ พระโพธิสัตว์จึงตอบว่า ธรรมเนียมบัณฑิต เมื่อจะแสดงธรรมต้องได้นั่งอาสนะอันสมควรจึงจะแสดงธรรมแก่บุคคลผู้ควรฟัง บัดนี้อาสนะหาควรแก่เราไม่ บุคคลก็หาควรจะฟังธรรมของเราไม่ เพราะเหตุนี้เราจึงไม่ควรจะแสดงธรรมให้พวกท่านฟัง ยักษ์ทั้งหลายจึงถามว่า ก็พวกข้าพเจ้าควรจะทำอย่างไร พระโพธิสัตว์จึงตอบว่า ท่านทั้งหลายจงตบแต่งธรรมาสน์ด้วยดอกไม้ และบูชาด้วยเครื่องสักการะมีกลิ่นหอมเป็นต้น พวกยักษ์ก็ทำตามที่พระโพธิสัตว์ว่าอย่างนั้น เสร็จแล้วจึงตักวารีมาสรงพระโพธิสัตว์ และให้ประดับวัตถาภรณ์ และเชิญ
ให้ขึ้นนั่งยังธรรมาสน์
จึงอาราธนาว่า ขอท่านจงแสดงธรรมในบัดนี้เถิด

พระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า บัดนี้อาสนะก็สมควรแก่เราแล้ว แต่บุคคลผู้จะฟังยังหาสมควรไม่ ยักษ์จึงถามว่า บุคคลผู้จะฟังยังไม่ควรนั้นอย่างไรพระโพธิสัตว์จึงว่า ท่านทั้งหลายจงสมาทานศีลเสียก่อนจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ควรฟังธรรม ยักษ์จึงว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงให้ศีลแก่พวกข้าพเจ้าพระโพธิสัตว์จึงให้ศีล ๕ ว่า ท่านทั้งหลาย จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์๑จงงดเว้นการลักพัสดุที่เขาไม่ให้๑ จงงดเว้นการประพฤติผิดในกาม๑จงงดเว้นจากวาจาเท็จ๑ จงงดเว้นจากการดื่มน้ำเมามีสุราและเมรัย๑

พระโพธิสัตว์เจ้าทรงให้ศีล ๕ แล้ว จึงทรงแสดงต่อไปว่า ท่านทั้งหลายแต่ก่อนเคยเกิดเป็นมนุษย์ประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา และใจ จึงได้มาเกิดในกำเนิดยักษ์ด้วยทารุณกรรมสมาทาน เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายก็ยังเป็นผู้หยาบช้าร้ายกาจอยู่เช่นนี้
เมื่อตายจากอัตตภาพเป็นยักษ์แล้วจักไปเกิดในนรก เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงละทุจริต ๓ อย่างเสีย และจงถือเอาสุจริต ๓ อย่างไว้ให้มั่น ทุจริต๓ อย่างนั้นคือ กายทุจริต๑ วจีทุจริต๑ มโนทุจริต๑

กายทุจริต นั้นคือ ความประพฤติชั่วทางกาย มี ๓ อย่าง คือ ฆ่าสัตว์มีชีวิต๑ ลักทรัพย์๑ ประพฤติผิดในกาม๑ เหล่านี้สำเร็จด้วยกาย จึงชื่อว่ากายทุจริต

วจีทุจริต นั้นคือ ความประพฤติชั่วทางวาจา มี ๔ อย่าง คือ พูดเท็จ๑ พูดคำหยาบ๑ พูดส่อเสียด๑ พูดเพ้อเจ้อโปรยเสียซึ่งประโยชน์๑ เหล่านี้สำเร็จด้วย วาจา จึงชื่อว่า วจีทุจริต

มโนทุจริต นั้นคือ ความประพฤติชั่วทางใจ มี ๓ อย่าง คือ อภิชฌาความเพ่งเอาของผู้อื่น๑ พยาบาท ความปองร้ายผูกอาฆาตจองเวร๑ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด๑ เหล่านี้สำเร็จทางใจ ชื่อว่า มโนทุจริต

ความประพฤติชั่วทางไตรทวารนี้เรียกว่า อธรรม ผู้ใดประพฤติชั่วทำทุจริตให้เจริญมากแล้ว ผู้นั้นก็เป็นไปทางฝ่ายเสื่อม เมื่อตายจากโลกนี้แล้วย่อมจะไปเกิดในนรก ผู้ใดละทุจริตประพฤติแต่สุจริต เมื่อผู้นั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไปเกิดในสวรรค์ และจักได้สมบัติ ๓ ประการ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงละเสียซึ่ง อธรรมทุจริต และถือเอาซึ่ง ธรรมสุจริต ๓ ประการข้างฝ่ายดีเถิด

ก็แล สุจริต ๓ ประการนั้น ได้แก่อะไรบ้าง สุจริต ๓ ประการนั้นคือกายสุจริต๑ วจีสุจริต๑ มโนสุจริต๑


การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ทั้ง ๓ อย่างนี้สำเร็จด้วยประพฤติดีด้วยกาย จึงชื่อว่า กายสุจริต

การไม่พูดเท็จ ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ทั้ง ๔ อย่างนี้สำเร็จมาแต่ความประพฤติดีทาง วาจา จึงชื่อว่า วจีสุจริต

ความไม่เพ่งเล็งเอาของผู้อื่น ไม่ผูกอาฆาตปองร้ายเขา ความเห็นถูกทั้ง ๓ อย่างนี้สำเร็จด้วยความประพฤติดีทางใจ ชื่อว่า มโนสุจริต

ความประพฤติดีด้วย กาย วาจา ใจ ๓ อย่างนี้ เรียกว่า ธรรม

พระโพธิสัตว์ตรัสแสดง ธรรม และ อธรรม ๒ ประการนี้แล้ว จึงแสดงโทษแห่ง อธรรมทุจริต ว่า


ผู้ใดทำ ปาณาติบาต ผู้นั้นครั้นจุติจากโลกนี้แล้วจักไปเกิดในนรก ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ผู้นั้นก็จะเป็นผู้มีอายุน้อยสั้น มีโรค มีทุกข์ มีเวรมาก


ผู้ใดทำ อทินนาทาน ผู้นั้นจักเกิดเป็นผู้กำพร้าอนาถาหาข้าวน้ำกินยากจะต้องราชภัยเป็นต้น


ผู้ใดทำ กาเมสุมิจฉาจาร ผู้นั้นจักเกิดเป็นผู้มีรูปกายทรพล ถูกคนเขาติเตียน เป็นกระเทย เป็นบัณเฑาะถ์ และเป็นสตรีเป็นต้น


เหล่านี้เป็นโทษแห่ง กายทุจริต

ผู้ใดเว้นจาก กายทุจริต คือ เว้นจาก ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ผู้นั้นครั้นละจากโลกนี้แล้ว จักได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีอายุยืน ปราศจากผู้เป็นเวร จะมีมิตรสหายมาก เพราะอานิสงส์กุศลวิบากแห่งการเว้นจาก ปาณาติบาตให้ผล และจะเป็นคนมั่งคั่งมีโภคทรัพย์มากมาย และปราศจากอันตราย มีราชภัยเป็นต้น เพราะอานิสงส์ผลแห่งการเว้นจาก อทินนาทานอุปถัมภ์ กับจะเป็นผู้มีรูปงามเป็นที่รักใคร่ของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นต้นเพราะอานิสงส์ผลที่ตนเว้นจาก กาเมสุมิจฉาจาร ตามอุดหนุน คุณเหล่านี้เป็นอานิสงส์แห่ง กายสุจริต

ผู้ใดกล่าวคำเท็จ คำส่อเสียด คำหยาบคาย คำเพ้อเจ้อ ผู้นั้นจะไปเกิดใน อบาย ( ภูมิอันเสื่อม ) ทุคคติ ( ที่ไปอันชั่ว ) วินิบาต ( สภาพอันตกต่ำ ) นรก ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบ
ใจของมนุษย์และเทวดา พูดสิ่งใดก็จะไม่มีคนเชื่อและนับถือ แม้จะพูดจริงก็ให้เห็นเป็นเท็จไป มักจะมีผู้แกล้งใส่ความผิดให้ต่างๆ และจะมีกลิ่นปากเหม็น เหล่านี้เป็นโทษแห่ง วจีทุจริต มีมุสาวาทา เป็นต้น

ผู้ใดกล่าวแต่คำสัจจริง คำสมานไมตรีจิต กล่าวคำสุภาษิต กล่าวคำนำมาซึ่งประโยชน์ ผู้นั้นครั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเป็นที่รักใคร่ชอบใจของมนุษย์และเทวดาพูดสิ่งใดก็จะมีแต่คนเชื่อและนับถือ ปราศจากผู้แกล้งใส่โทษความผิดเทวดาและมนุษย์ย่อมคุ้มครองและรักษา และจะมีกลิ่นปากหอมเป็นต้นเหล่านี้เป็นอานิสงส์แห่ง วจีสุจริต มีสัจจะ เป็นต้น

ก็โทษแห่ง มโนทุจริต และอานิสงส์แห่ง มโนสุจริต มีดังนี้ ผู้ใดมีอภิชฌาความโลภเอาของผู้อื่น ความปองร้ายผูกอาฆาต ความเห็นผิดจากคลองธรรม เป็นเหตุให้ผู้นั้นประพฤติชั่วทาง กาย วาจา วิบากทุกข์อันเป็นผลเกิดจากทางกาย ทางวาจา เหล่านี้เป็นโทษเนื่องมาแต่เหตุ คือ มโนทุจริต นั่นเอง

ผู้ใดมีความไม่โลภเกินประมาณ ความไม่ปองร้ายผูกอาฆาต ความเห็นถูกต้องตามคลองธรรม ผู้นั้นประพฤติดีทางกาย ทางวาจา วิบากสุขอันเป็นผลอานิสงส์เนื่องมาแต่ มโนสุจริต นั่นเอง

เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายจงละเสียซึ่ง มโนทุจริต และสมาทานถือมั่นซึ่ง มโนสุจริต เถิด

เมื่อยักษ์ทั้ง ๔ ตน ได้ฟังธรรมเทศนาของพระมหาสัตว์แล้ว ก็พากันบูชาสักการะพระราชกุมารแล้วทูลว่า พระราชกุมารเป็น อาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอยอมเป็นทาสของท่าน ท่านต้องการอะไรขอจงบอกให้เราทราบเถิด


Comment

Comment:

Tweet

น่าสนใจดีจ้ะ  คาสิโน

#5 By britrocker1234 on 2016-01-22 00:25

Hot!

#4 By Dhammasarokikku on 2011-06-15 15:24

Hot! Hot! Hot!

#3 By kae on 2011-04-25 16:14

ดูก่อนท่านบุรุษนิรนาม การนำคำสอนมาเผยแพร่เช่นนี้นับเป็นบุญนัก ขอความเจริญจงเกิดแก่ตัวท่านสืบไปเทอญญญญ Hot!

#2 By SimpsKwan on 2011-04-24 21:29

"สาธุ"Hot! Hot! Hot!

#1 By ' I'm E29AZA ' on 2011-04-24 20:02