Love-Story

...........................................................................................................................................................
 
                                          เรื่อง หยุดคิดสักนิดก่อนคิดจะรักใคร

มาเริ่มต้นคำคม แบบบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจกันเลยดีกว่า ยาขอบ ท่านเขียนไว้ในหนังสือชื่อ ความรัก ว่า “คนที่เรารัก อาจไม่ใช่คนที่เราครอบครอง คนที่เราได้ครอบครอง อาจไม่ใช่คนที่เรารัก”
แค่นี้ต้องให้แปลไทยเป็นไทยไหม ท่านว่าเรื่องของความรักนั้นมันเกิดกับมนุษย์สองคนก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า “รัก” หนนั้น จะประสบความสำเร็จเสมอไป หลายหนหลายครั้งที่คนเรารักกันแล้ว วืด หรือ “ก้าวพลาดจนเผลอตกบันได” เพราะมีปัจจัยเสริมหลายอย่าง ทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ ทั้งที่ใจนั้นอาจจะรักกันปานจะกลืนกิน แต่อนิจจา เขาดันมีคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว เหตุนี้เมื่อเวลาเราจะเลือกคู่ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเรารักใคร แต่ในเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปไม่ได้ ทำให้เราต้องไปเลือกคนอื่นมาอยู่ด้วย เรียกว่าผิดฝาผิดตัว ก็เลยทำให้เกิดอารัมภบทของยาขอบข้างต้นขึ้นมานั่นไง

เมอร์ลินว่า หลายคู่หากลงเอยกันทำนองนี้ ขออย่าให้คิดอะไรมาก คิดซะว่ารักมันก็เป็นเช่นนี้เอง คือแม้เราไม่สมหวังในรัก แต่ก็ยังมีคนที่มารักเราอยู่ แบบนี้ก็น่าจะพอใจแล้ว ใช่ไหม

ต่อไปเป็นของคุณ ออสการ์ วาย นักเขียนชั้นบรมครูจากอังกฤษ แม้ท่านจะเป็นเกย์ แต่กลับพูดถึงความรักไว้น่าสนใจว่า “ผู้ชายจะเลือกรักแรกของผู้หญิง แต่ผู้หญิงมักจะเลือกรักสุดท้ายของผู้ชาย” เป็นไงล่ะ นี่ขนาดคุณเธอ ออสการ์ เขียนไว้หลายสิบปีแล้ว แต่ยังปรากฏว่า คำพูดยังดำรงความจริงชนิดไม่ค่อยจะเปลี่ยนสักเท่าไหร่ ท่านว่าผู้หญิงมักจะมั่นคงต่อความรัก ในขณะที่ผู้ชายจะเรื่อยๆมาเรียงๆ หนำซ้ำบุรุษเพศอะนะ มักเอาเปรียบผู้หญิงในเรื่องสัมพันธ์สวาทเสมอ

เห็นไหมว่าผู้ชายส่วนใหญ่ นิยมชมชอบผู้หญิงที่ยังหวงแหนพรหมจารีเอาไว้ให้เขาแต่เพียงผู้เดียวเสมอ ขณะที่ฝ่ายหญิงก็ไม่รู้เป็นไง ยอมอ่อนข้อและไม่เห็นว่า ผู้ชายที่ตัวเองรักจะต้องบริสุทธิ์ผุดผองสักเท่าไหร่เลย แต่ข้อสำคัญของผู้หญิงคือ ขอให้ชายหนุ่มคนนั้นมารักฉันจริงก็แล้วกัน เพราะเธอจะยกให้หมดทั้งตัวและหัวใจทีเดียวเชียวนะ

นอกจากนี้ ความรักของผู้หญิงก็ไม่ต้องพึงพายาไวอาก้าเสียด้วย เพราะอะไรรู้ไหม ก็เพราะเมื่อผู้หญิงตกลงปลงใจที่จะรักใครแล้ว เธอก็จะรักเลย (บางคนอาจเลยเถิดไปเสียด้วยซ้ำ) ทำให้แม้แต่เรื่องเพศสัมพันธ์ เธอก็จะมองว่าเป็นหัวข้ออันดับรองๆของชีวิตคู่ด้วยซ้ำ ไม่เชื่อก็ลองถามเพื่อนสาวของคุณๆดูสิว่า ถ้าเธอไม่มีเซ็กกับแฟน แล้วเธอจะยังรักเขาอยู่ไหม

ต่อไปเป็นคำแหลมคมเสียดแทงหัวใจของนักคิดนิรนาม บอกเอาไว้น่าฟังว่า
“การมีชีวิตอยู่คนเดียวในโลก ไม่ต้องใช้ฝีมือ แต่การมีชีวิตคู่ต่างหากล่ะ ที่ถือว่าเป็นพัฒนาการในด้านจิตใจ” ก็จริงของเขานะที่ว่า การมีชีวิตโสดนะ ไม่เห็นต้องใช้ฝีมือในการดำรงชีวิตอย่างไรเลย เพราะเราอยู่ตัวคนเดียว ทำอะไรคนเดียว จะต้องไปแคร์ใครให้มันยุ่งอยาก ทว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก แต่เกิดมีใครสักคนมาอยู่ด้วยเป็น “สองเรา” นี่สิ คุณคิดหรือว่าการดำเนินชีวิตมันจะง่ายเหมือนเมื่อครั้งที่ต้องอยู่คนเดียวตามลำพัง น่าคิดนะจ๊ะข้อนี้

ถัดมาบอกไว้ว่า “อย่าแต่งงานเพื่อหนีความเหงา และความว้าเหว่ (เลยแม่คุณเอ๋ย) เพราะถ้าแต่งงานไป (แล้วเกิดไปกันไม่ได้จริงๆ) คุณจะยิ่งเหงา และว้าเหว่หนักขึ้น”

ขอทิ้งทวนแต่ไม่ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
“การเลือกคู่ครองที่ดี คือการมองอนาคตของกันและกัน” เพราะอย่างว่า “ความรัก” ควรมีพัฒนาการ ส่วนจะเป็นการก้าวกระโดดไปในทางที่ดีหรือร้าย ก็ขึ้นอยู่กับนักรักมืออาชีพอย่างคุณๆทั้งหลายแหละ

ส่วนคำคมอมตะที่ เมอร์ลิน ชอบที่สุด ท่านว่า
The supreme happiness of life is conviction that we are loved
“ความสุขสูงสุดของชีวิต คือการแน่ใจว่า เรามีคนที่รักเราอยู่”
ซึ้งไม่ซึ้งก็ไม่รู้ล่ะ แต่เราชอบจังเลย
 
 
จาก Forward Mail